ความสัมพันธ์ของประเทศไทย และชาติตะวันตกในอดีต ทรรศนะ และมุมมองที่มีต่อกัน

ในอดีตที่ผ่านมานั้น ประเทศไทย และประเทศอังกฤษนั้นต่างมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานานหลายร้อยปี ตั้งแต่ในสมัย กรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่ก็นับว่ามีอยู่ในช่วงหนึ่งที่มีการแตกหักของความสัมพันธ์ระหว่างไทย และชาติตะวันตก  เพราะในสมัยของพระเทพราชานั้นได้มีการ ประหารคนสำคัญที่ติดต่อชาติตะวันตกอย่าง เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ที่มีหน้าที่ในการติดต่อซื้อขาย และเป็นสื่อกลางในชาติตะวันตกที่เข้ามาทำการค้าขายในประเทศไทยนั่นเอง ซึ่งผลจากการกระทำเช่นนั้นทำให้ความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็น การเผยแพร่ศาสนา การค้า ผู้ลี้ภัยชาวตะวันตก ต่างได้รับผลกระทบกันทั้งสิ้น ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยที่ในเวลาไม่นานชาวต่างชาติเกือบทั้งหมดรวมทั้ง หมอสอนศาสนา การค้าขายทุกอย่างกับต่างชาตินั้นต่างหยุดชะงักทั้งหมด จนล่วงเวลามาจนถึงสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เป็นยุคสมัยที่ต่างชาตินั้นได้เริ่มมีการเข้ามารุกรานหลายๆ ประเทศมากขึ้นซึ่งกำลังจะส่งผลกระทบต่อสยามในไม่ช้า ด้วยอัจฉริยภาพของพระองค์ที่มองเห็นถึงภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเราได้ จึงได้ทรงลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่ง ซึ่งส่งผลต่ออำนาจศาล และศุลกากรเพราะเป็นการให้อิสรภาพต่างชาตินอกอาณาเขต และเนื่องจากการลงนามในครั้งนี้ทำให้พันธสัญญาของไทย และจีนนั้นจบลง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ก่อสร้างกันมาอย่างยาวนานนั้นจบลงไปด้วย ผ่านช่วงเวลามาอย่างยาวนานในที่สุดเมื่อผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเลยไป ระดับความครุกกรุ่นนั้นต่างเลือนหายไปตามกาลเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างไทย และอีกหลายประเทศนั้นมีแนวโน้มที่ดียิ่งขึ้นสังเกตได้จากช่วง 100 ปี ที่ผ่านมานั้น มีนักท่องเที่ยวจากดินแดนตะวันตก นั้นต่างหลั่งไหลกันเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ด้วยธรรมชาติที่สวยงามพร้อมกับ ความเป็นกันเองของคนไทยนั้นเองที่ทำให้ คนต่างชาตินั้น ต่างยกให้ประเทศไทยนั้นเมือง “Land Of Smile ” หรือสยามเมืองยิ้มนั่นเอง ด้วยค่าครองชีพที่ถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ พร้อมกับธรรมชาติที่งดงาม  มีชาวต่างชาติมากมายท่า

Black Death โรคระบาดครั้งใหญ่ในอังกฤษ

Black Death หรือกาฬมรณะ เป็นโรคระบาดที่สร้างความเสียหายให้แก่มวลมนุษย์ในแถบยุโรปถึง 200 ล้านคน สาเหตุของโรคนี้คือแบคทีเรียที่ชื่อว่า Yersinia pestis  ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะก่อให้เกิดกาฬโรคได้หลายแบบมากๆ ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านได้คาดการว่าเชื้อแบคทีเรียพวกนี้เริ่มต้นมาจากประเทศจีน โดยที่เชื้อนี้แพร่มาตามเส้นทางสายไหมถึงไครเมีย ซึ่งเส้นทางสายนี้ในอดีตจะไว้สำหรับการติดต่อค้าขาย มีคนหลากหลายเชื้อชาติ มาจากทุกๆสารทิศ เป็นเส้นทางที่เชื่อมการค้าระหว่างยุโรปกับเอเชีย โดยสันนิษฐานว่ามีสัตว์เป็นพาหะ เช่น หนูและหมัด ที่อาศัยเกาะมากับเรือสินค้า ซึ่งมีการระบุไว้ว่าโรคนี้ค่าชีวิตคนไปมากกว่าครึ่งของยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นการระบาดครั้งของโรคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์                อาการของโรคนี้จะมีหนองหรือฝี เกิดขึ้นในบริเวณข้อพับ รักแร้ เป็นต้น ซึ่งหนองหรือฝีพวกนี้ หากเจาะจะมีเลือดออกมีการระบุไว้ด้วยว่าบางครั้งหนองหรือฝีพวกนี้จะมีขนาดใหญ่ พอๆกับลูกแอปเปิ้ล และเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วัน หนองหรือฝีพวกนี้จะลามไปทั่วร่างกาย นอกจากนี้ยังมีจุดจ้ำๆแดงๆ ตามต้นแขน ต้นขาด้วย อาการจะแย่ลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายผิวหนังของผู้ที่ติดเชื้อจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เพราะเกิดจากเลือดที่ไหลออกในชั้นผิวหนังกำพร้าและเซลล์ผิวหนังบริเวณนั้นก็จะตายในที่สุด ผิวหนังก็จะเริ่มเปื่อยเน่า จนผู้ติดเชื้อทนกับความทรมานไม่ไหวจึงเสียชีวิตในที่สุด                ก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ของโรคนี้ช่วงปี 1205-1322 เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารขึ้นในยุโรปตอนบน เมื่ออาหารไม่เพียงพอ สินค้าทางการเกษตรก็ขาดแคลนรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้สำหรับบริโภคด้วย ดังนั้นราคาของอาหารจึงสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ผู้คนอดอยากไม่มีอาหารกิน สุขภาพร่างกายย่ำแย่ ส่งผลให้ภูมิต้านทานในร่างกายน้อยตามไปด้วย และเคราะห์ซ้ำกรรมร้ายยังมีเชื้อแบคทีเรียที่ว่ามาระบาดอีก จึงกลายเป็นว่านอกจากจะมีโรคระบาดแล้ว ร่างกายของคนก็อ่อนแอด้วย นี่จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรคนี้คร่าชีวิตคนไปได้มากมายดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น                ในส่วนของความเสียหายต่อประเทศอังกฤษ โรคนี้คร่าชีวิตประชากรชาวอังกฤษไปหลายล้านคน ซึ่งการแพร่ระบาดของโรคนี้ใช้ระยะเวลานานมากในการต่อสู้กับมัน แล้วมันก็วนมาเกิดขึ้นหลายรอบมาก …

สุดยอดของมหาวิทยาลัยในอังกฤษที่โด่งดังมีที่ไหนบ้าง

5

          อังกฤษ เป็นประเทศที่มีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นศูนย์รวมวิชาการที่ดีเลิศและมีระบบการจัดการการศึกษาที่ดีที่สุด ที่นี่มีมหาวิทยาลัยที่โด่งดังอยู่หลายแห่ง ได้แก่ 1 University of Cambridge                เป็นมหาวิทยาลัยที่เคยขึ้นสู่อันดับ 1 สุดยอดมหาวิทยาลัยของโลกในการจัดอันดับหลาย ๆ ครั้ง  ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1209 เป็นมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกาษาได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุดในโลกประมาณกว่า 80 คน ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1752 มีสำนักพิมพ์เป็นของตนเองขนาดใหญ่ เป็นมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาทั่วโลกต้องการมาศึกษา จึงมีจำนวนนักศึกษาในปัจจุบันประมาณ17,000 คนและในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากนานาชาติทั่วโลกอยู่ประมาณ 3,000 คน  ค่าเล่าเรียนอยู่ที่ 720,000-840,000 บาทไทยต่อปี 2 University of Oxford                นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอังกฤษ และเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1096 หรือเกือบ1000 ปีมาแล้ว ตั้งอยู่บริเวณจตุรัสเวอริงตั้นในเมืองออกซ์ฟอร์ด ปัจจุบันมีวิทยาลัยอยู่ถึง 38 แห่ง มีจำนวนนักศึกษาประมาณ 20,000 คน ค่าเล่าเรียนอยู่ที่ 840,000-960,000 บาทไทยต่อปี 3 King’s College London                …